ฉันกับจอยและอีอ้วนเพื่อนร่วมชะตะที่ฉันลากมาด้วยอีกหนึ่งคนถูกยัดเข้าไปอยู่ที่สถานกักกัน ตอนนั้นพอจอยเริ่ม
สร่างเมา เธอร้องไห้เสียใจหนักมากว่ายังไม่อยากกลับเมืองไทย เพราะยังมีภาระอีกมากมาย ต้องหาเงินเลี้ยงแม่
และต้องส่งลูกชายที่เพิ่งเรียนอยู่ชั้น ม. ต้น โดยที่สามีแยกทางไปนานแล้ว
ฉันก็เช่นกันยังไม่อยากกลับบ้านตอนนี้ เพราะทั้งชีวิตเหลือเงินอยู่แค่ 80 บีดีที่เพิ่งได้ค่าตัวมาเมื่อหัวค่ำ ส่วน 40 บีดี
ถูกสายล่อซื้อเรียกกลับคืนไปแล้ว ซวยจริงๆ เลย ทีนี้แหละยังไม่รู้เลยว่าจะเอาเงินที่ไหนซื้อตั๋วเครื่องบินและค่าวีซ่า
อีก 2 เดือน นี่ถ้าฉันไม่โกหกไอ้หรั่งว่ามีถุงยางแค่อันเดียว แล้วนอนกับมันจนถึงเช้าตามที่ตกลงกันไว้ ฉันก็คงไม่ซวย
โดนจับมากับจอย เพราะความโลภของฉันแท้ๆ เหมือนเวรกรรมจริงๆ ทำงานไม่ซื่อสัตย์กับลูกค้าทั้งที่ลูกค้าดี้ดี
สุดท้ายก็ต้องรับกรรม
ส่วนอีอ้วนที่ฉันลากมาด้วยซวยหนักกว่าใคร เพราะนางเพิ่งมาถึงบาห์เรนได้ไม่กี่ชั่วโมง ก็ต้องมาซวยโดนจับตั้งแต่
ยังไม่ได้ทำงาน นางเล่าว่าตอนนี้ในตัวเหลือเงินอยู่แค่ไม่กี่สิบบีดี ตั้งใจว่าจะมาโกยเงินช่วงหลังรอมฎอน
อุตส่าห์ลงทุนไปกู้เงินมาซื้อตั๋วบินมาเอง เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเป็นเด็กแท็ก งานนี้จึงขาดทุนยับเยิน นางร้องให้ตลอด
แล้วบอกว่ากลับไทยไปก็ไม่รู้จะไปหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ และยังไม่รู้เลยว่าจะไปหากินที่ไหน ฉันฟังนางพูดแล้วรู้สึก
ว่าตัวเองนี่เลวมากๆ ไม่น่าไปลากนางมาด้วยเลย
คืนนั้นในสถานกักกันวุ่นวายไปด้วยผู้หญิงหลายชาติถูกจับมารวมกันอยู่ในนี้ สถานการณ์เป็นไปเหมือนเดิมทุกอย่าง
ที่ฉันเคยโดนจับเมื่อรอบที่แล้ว คือต้องถูกสอบปากคำ ซักประวัตินู่นนี่นั่นเยอะมาก จากนั้นก็ถามเรื่องเงินซื้อตัวเครื่องบิน
กับค่าวีซ่า แต่ฉันมีเงินอยู่แค่ 80 บีดี ยังไงก็ไม่พออยู่ดี เจ้าหน้าที่จึงให้ฉันติดต่อหาญาติที่เมืองไทย แต่ฉันรู้อยู่แล้วว่า
คนทางบ้านคงไม่มีเงินส่งมาให้แน่
จึงลองติดต่อไปหาเดฟที่อเมริกา ปรากฏว่าคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เดฟก็ไม่รู้ว่าจะต้องส่งเงินมาให้ฉันด้วยวิธีไหน เพราะเจ้าหน้าที่
ให้เวลาคุยโทรศัพท์สั้นมาก วันนั้นฉันรู้สึกชีวิตมืดมนจนตรอกจริงๆ ไม่คิดว่าจะต้องวนมาถึงจุดนี้อีก กี่ครั้งแล้วที่ชีวิตในต่างแดน
ของฉันต้องจบแบบนี้ กี่ประเทศแล้ววะที่กูต้องเข้าคุกก่อนกลับบ้านทุกที และกี่ครั้งแล้ววะที่กูต้องกลับบ้านมือเปล่า?
ชั่วโมงนั้นไม่รู้จะหันไปพึ่งใครดี จอยเองก็ไม่มีเงินเหมือนกัน เพราะเธอก็โทรศัพท์ติดต่อญาติที่เมืองไทยให้กู้เงินส่งมาให้เธอ
ซื้อตั๋วเครื่องบิน พร้อมทั้งค่าวีซ่าอีก 4 เดือน แต่แล้วจอยก็เห็นใจฉันเพราะคงรู้แล้วว่าฉันหาเงินไม่ได้จริงๆ เธอจึงเอ่ยปากช่วยเหลือ
“ไม่เป็นไรเจ๊ เดี๋ยวเอาเงินของหนูไปก่อน ถึงเมืองไทยแล้วค่อยมาใช้คืนหนู”
ครั้งนั้นเหมือนสวรรค์มาโปรด ถึงแม้ฉันจะต้องเป็นหนี้จอยถึง 2 หมื่นบาท แต่ก็ยังดี เพราะไม่งั้นฉันคงติดคุกยาวอย่างไม่มีกำหนด
หลังจากจัดการเรื่องตั๋วเสร็จสรรพพวกเราก็ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำอีกครั้ง ทันทีที่เข้าไปในเรือนจำ เจ้าหน้าที่หลายคนจำฉันได้
พวกมันพากันแหกปากบอกเพื่อนให้มาดูหน้าฉัน ประมาณว่าอีนี่กลับมาอีกแล้ว
เมื่อประตูห้องขังเปิดรับพวกเราเข้าไปด้านใน สถานการณ์ทุกอย่างในนี้ยังคงเหมือนเดิม ฉันเห็นคนไทยหน้าเก่าๆ
หลายคนยังไม่ได้กลับบ้าน บางคนติดมานานหลายเดือน คิดมากจนเครียดและเพี้ยน เนื่องจากยังไม่มีเงินค่าตั๋วเครื่องบิน
และค่าวีซ่าก็เลยต้องติดไปเรื่อยๆ เพื่อรออานิสงส์ 5 บีดี จากรัฐบาลบาห์เรน หรือแม้แต่แม่แท็กคดีดังก็ยังอยู่ด้วยเช่นกัน
หลายคนที่จำหน้าฉันได้ ต่างก็ส่งเสียงทักทายและมีคำถามมากมาย
“เจ๊ กลับมาอีกแล้วเหรอ?”
“เจ๊ทำพาสปอร์ตเล่มใหม่ได้ทันทีเลยหรอ?”
“เจ๊ ต.ม มันไม่ถามอะไรเลยหรอ?”
และอีกหลายร้อยคำถาม เป็นการเรียนรู้ข้อมูล สภาพความเป็นอยู่และความโกลาหลวุ่นวายของคนแต่ละชาติ การกินการอยู่
เม้าส์มอยส์กันทั้งเรื่องสนุก เรื่องเศร้า ในคุกยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันเห็นแล้วรู้สึกดีต่อใจและประทับใจก็คือ
ผู้หญิงไทย 2 คน ที่เคยตีกันถึงขั้นเกือบฆ่ากันตายในสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง เหตุเพราะแย่งผู้ชายคนเดียวกัน โดยมือมีดใช้
คัตเตอร์กรีดหน้าอีกฝ่ายจนหน้าแหกเสียโฉมตั้งแต่เบ้าตายาวมาถึงมุมปาก เป็นเหตุให้ต้องถูกส่งโรงพยาบาลเย็บไปร้อยกว่าเข็ม
วันที่เกิดเรื่องฉันอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ต้องรีบแผ่นเอาตัวรอดออกจากผับนั้นอย่างโกลาหลวุ่นวาย เพราะตำรวจแห่
กันมาจับผู้ก่อเหตุ...แล้วมือมีดก็โดนจับภายในวันนั้น ส่วนผู้เคราะห์ร้ายหลังจากเย็บแผลแล้วก็กลับไปนอนพัก เพราะยังมีวีซ่าอยู่
ในบาห์เรนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ไม่กี่วันต่อมาผู้เสียหายก็ตัดสินใจมอบตัวตามมือมีดเข้าไปอยู่ในคุก คุณลองคิดดูซิว่าถ้าสองคนนี้เจอกันในคุกคงต้องตีกันตาย
ไปข้างเพราะความแค้นแน่ๆ แต่แล้วภาพที่ฉันวันนั้นคือทั้งคู่นั่งเล่นไพ่กันอย่างสนุกสนานเหมือนเป็นเพื่อนรัก เหตุเพราะผู้เสียหาย
ต้องการให้มือมีดรับผิดชอบทำศัลยกรรมให้เมื่อกลับถึงไทย
แล้วครั้งนั้นฉันนก็โชคดีอีกตามเคย เพราะติดคุกแค่ 10 วัน เจ้าหน้าที่เรียกชื่อฉันกับจอยส่งกลับเมืองไทย วันนั้นฉันกลับเข้าบ้าน
อย่างคนหมดเนื้อหมดตัว ความฝันที่ว่าอยากจะเรียนแต่งหน้า อยากจะปลูกบ้านหลังเล็กๆ ให้แม่สักหลังก็สลายหายไปในสายลม
เหลือแต่เงินติดมือมาแค่ไม่กี่ร้อยบาท
คราวนี้ทุกคนในบ้านรู้แล้วว่าฉันโดนจับกลับมา เพราะตั้งแต่วันนั้นฉันก็ไม่ได้กลับไปบาห์เรนอีกเลย
เพราะคงดันทุรังกลับไปไม่ได้อีกแล้ว
ชีวิตตอนนั้นกลับมามืดดับสนิทอีกครั้ง อารมณ์อยากฆ่าตัวตายวิ่งเข้ามาในสมองทันที แต่ก็นึกเสียดายชีวิต คิดว่าอย่างไรชีวิต
ก็ต้องดำเนินต่อไป และปลอบใจตัวเอง ว่าตอนนี้พระเจ้ากำลังทดสอบฉัน ตอนนั้นความหวังสุดท้ายที่พอเหลืออยู่ก็คือต้องติดต่อไป
หาเดฟเพื่อไปทวงสัญญาที่เคยบอกว่าจะช่วยฉันเรื่องเรียนแต่งหน้า แล้วเดฟก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้จริงๆ ฉันได้เรียนแต่งหน้ากับ
อาจารย์โสภาสอย่างที่วาดฝันไว้
ขณะเดียวกันจอยก็โทรศัพท์มาทวงเงินฉันทุกวัน แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะเอาเงินที่ไหนไปคืนเธอ เดฟก็ไม่ช่วยเรื่องหนี้สินที่ฉันต้องใช้คืนจอย
ซึ่งก็ถูกต้องแล้วเพราะเขาได้ช่วยเหลือฉันมากมายหลายเรื่องแล้ว ไหนจะค่าเรียนแต่งหน้า ค่าเช่าอพาร์ตเมนต์
และส่งให้กินใช้ในช่วงไปเรียนอีกวันละ 200 บาท
กระทั่งวันหนึ่งพี่สาวฉันอ่านหนังสือพิมพ์มติชนแล้วบอกว่าให้ชั้นเขียนเรื่องไปประกวดรางวัลชมนาดซิ ถ้าได้รางวัลที่ 1
จะได้เงินรางวัลถึง 5 หมื่น แต่ฉันก็ไม่ยอมเขียนเพราะไม่รู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี ที่สำคัญคือฉันไม่เคยเขียนหนังสือมาก่อน
และไม่ชอบอ่านหนังสือ พี่สาวพูดว่า “ก็เขียนเรื่องราวของแกนั่นแหละ ไปผจญภัยมาหลายประเทศนี่ น่าสนใจดีนะ”
ฉันบอกว่าจะบ้ารึไง ชีวิตฉันมีแต่เรื่องติดคุกกับขายตัว ไม่มีใครสนใจอยากรู้หรอก พี่สาวก็ยังยืนยันอีกว่าไม่แน่หรอก
เรื่องของแกมันอาจจะสอนอะไรคนได้มากมายนะ โดยเฉพาะเส้นทางขายบริการไม่มีใครรู้ว่าความจริงว่ามันเป็นอย่างไร
เรื่องราวในคุกก็ไม่เคยมีใครเข้าไปรู้ไปเห็น มันน่าจะเป็นประโยชน์บ้าง แต่ฉันก็ไม่เอาด้วยอยู่ดีแหละ
เพราะอายและไม่อยากให้ใครรู้ว่าฉันเคยไปทำอะไรมาบ้าง
ตอนนั้นจอยยังคงโทรมาทวงเงินฉันทุกวันจนไม่อยากรับโทรศัพท์ แต่แล้วความกดดันก็ทำให้ฉันต้องลงมือเขียนมัน
ทั้งที่เหลือเวลาอีกแค่ 20 วันก็จะปิดรับต้นฉบับ ทุกๆ วันฉันจึงตั้งหน้าตั้งตาเขียนเรื่องราวชีวิตบัดซบด้วยปากกา
โดยตั้งกฎเกณฑ์ไว้ว่า ต้องเขียนให้ได้วันละ 6-7 แผ่น เอ 4 เพราะเงื่อนไขกำหนดมาว่าต้องเขียนทั้งหมด 120 แผ่น เอ 4
ในที่สุดฉันก็ทำเวลาจนได้ โดยเขียนไปร้องไห้ไป ตอกย้ำความเจ็บปวดจนครบ 120 แผ่น แล้วก็รีบส่งผลงานเข้าประกวด
โดยที่ไม่ได้ตั้งชื่อเรื่อง เพราะฉันไม่เคยรู้เรื่องงานเขียนมาก่อน ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ก็ได้แต่เขียนๆ
ส่งมันไปอย่างงั้นแหละ
จากนั้นก็ตั้งตารอวันประกาศผลรางวัล ฉันหวังแค่ให้ได้รางวัลที่ 3 จะได้เงิน 2 หมื่นบาทไปใช้หนี้จอยแค่นี้ก็พอใจแล้ว






