OPINION

ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะไปเป็นกะหรี่บาห์เรน ตอนที่ 25

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
25 ต.ค. 2560
ฉันกับจอยและอีอ้วนเพื่อนร่วมชะตะที่ฉันลากมาด้วยอีกหนึ่งคนถูกยัดเข้าไปอยู่ที่สถานกักกัน ตอนนั้นพอจอยเริ่ม
สร่างเมา เธอร้องไห้เสียใจหนักมากว่ายังไม่อยากกลับเมืองไทย เพราะยังมีภาระอีกมากมาย ต้องหาเงินเลี้ยงแม่
และต้องส่งลูกชายที่เพิ่งเรียนอยู่ชั้น ม. ต้น โดยที่สามีแยกทางไปนานแล้ว

ฉันก็เช่นกันยังไม่อยากกลับบ้านตอนนี้ เพราะทั้งชีวิตเหลือเงินอยู่แค่ 80 บีดีที่เพิ่งได้ค่าตัวมาเมื่อหัวค่ำ ส่วน 40 บีดี
ถูกสายล่อซื้อเรียกกลับคืนไปแล้ว ซวยจริงๆ เลย ทีนี้แหละยังไม่รู้เลยว่าจะเอาเงินที่ไหนซื้อตั๋วเครื่องบินและค่าวีซ่า
อีก 2 เดือน นี่ถ้าฉันไม่โกหกไอ้หรั่งว่ามีถุงยางแค่อันเดียว แล้วนอนกับมันจนถึงเช้าตามที่ตกลงกันไว้ ฉันก็คงไม่ซวย
โดนจับมากับจอย เพราะความโลภของฉันแท้ๆ เหมือนเวรกรรมจริงๆ ทำงานไม่ซื่อสัตย์กับลูกค้าทั้งที่ลูกค้าดี้ดี
สุดท้ายก็ต้องรับกรรม

ส่วนอีอ้วนที่ฉันลากมาด้วยซวยหนักกว่าใคร เพราะนางเพิ่งมาถึงบาห์เรนได้ไม่กี่ชั่วโมง ก็ต้องมาซวยโดนจับตั้งแต่
ยังไม่ได้ทำงาน นางเล่าว่าตอนนี้ในตัวเหลือเงินอยู่แค่ไม่กี่สิบบีดี ตั้งใจว่าจะมาโกยเงินช่วงหลังรอมฎอน
อุตส่าห์ลงทุนไปกู้เงินมาซื้อตั๋วบินมาเอง เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเป็นเด็กแท็ก งานนี้จึงขาดทุนยับเยิน นางร้องให้ตลอด
แล้วบอกว่ากลับไทยไปก็ไม่รู้จะไปหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ และยังไม่รู้เลยว่าจะไปหากินที่ไหน ฉันฟังนางพูดแล้วรู้สึก
ว่าตัวเองนี่เลวมากๆ ไม่น่าไปลากนางมาด้วยเลย

คืนนั้นในสถานกักกันวุ่นวายไปด้วยผู้หญิงหลายชาติถูกจับมารวมกันอยู่ในนี้ สถานการณ์เป็นไปเหมือนเดิมทุกอย่าง
ที่ฉันเคยโดนจับเมื่อรอบที่แล้ว คือต้องถูกสอบปากคำ ซักประวัตินู่นนี่นั่นเยอะมาก จากนั้นก็ถามเรื่องเงินซื้อตัวเครื่องบิน
กับค่าวีซ่า แต่ฉันมีเงินอยู่แค่ 80 บีดี ยังไงก็ไม่พออยู่ดี เจ้าหน้าที่จึงให้ฉันติดต่อหาญาติที่เมืองไทย แต่ฉันรู้อยู่แล้วว่า
คนทางบ้านคงไม่มีเงินส่งมาให้แน่

จึงลองติดต่อไปหาเดฟที่อเมริกา ปรากฏว่าคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เดฟก็ไม่รู้ว่าจะต้องส่งเงินมาให้ฉันด้วยวิธีไหน เพราะเจ้าหน้าที่
ให้เวลาคุยโทรศัพท์สั้นมาก วันนั้นฉันรู้สึกชีวิตมืดมนจนตรอกจริงๆ ไม่คิดว่าจะต้องวนมาถึงจุดนี้อีก กี่ครั้งแล้วที่ชีวิตในต่างแดน
ของฉันต้องจบแบบนี้ กี่ประเทศแล้ววะที่กูต้องเข้าคุกก่อนกลับบ้านทุกที และกี่ครั้งแล้ววะที่กูต้องกลับบ้านมือเปล่า?
ชั่วโมงนั้นไม่รู้จะหันไปพึ่งใครดี จอยเองก็ไม่มีเงินเหมือนกัน เพราะเธอก็โทรศัพท์ติดต่อญาติที่เมืองไทยให้กู้เงินส่งมาให้เธอ
ซื้อตั๋วเครื่องบิน พร้อมทั้งค่าวีซ่าอีก 4 เดือน แต่แล้วจอยก็เห็นใจฉันเพราะคงรู้แล้วว่าฉันหาเงินไม่ได้จริงๆ เธอจึงเอ่ยปากช่วยเหลือ

“ไม่เป็นไรเจ๊ เดี๋ยวเอาเงินของหนูไปก่อน ถึงเมืองไทยแล้วค่อยมาใช้คืนหนู”

ครั้งนั้นเหมือนสวรรค์มาโปรด ถึงแม้ฉันจะต้องเป็นหนี้จอยถึง 2 หมื่นบาท แต่ก็ยังดี เพราะไม่งั้นฉันคงติดคุกยาวอย่างไม่มีกำหนด
หลังจากจัดการเรื่องตั๋วเสร็จสรรพพวกเราก็ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำอีกครั้ง ทันทีที่เข้าไปในเรือนจำ เจ้าหน้าที่หลายคนจำฉันได้
พวกมันพากันแหกปากบอกเพื่อนให้มาดูหน้าฉัน ประมาณว่าอีนี่กลับมาอีกแล้ว

เมื่อประตูห้องขังเปิดรับพวกเราเข้าไปด้านใน สถานการณ์ทุกอย่างในนี้ยังคงเหมือนเดิม ฉันเห็นคนไทยหน้าเก่าๆ
หลายคนยังไม่ได้กลับบ้าน บางคนติดมานานหลายเดือน คิดมากจนเครียดและเพี้ยน เนื่องจากยังไม่มีเงินค่าตั๋วเครื่องบิน
และค่าวีซ่าก็เลยต้องติดไปเรื่อยๆ เพื่อรออานิสงส์ 5 บีดี จากรัฐบาลบาห์เรน หรือแม้แต่แม่แท็กคดีดังก็ยังอยู่ด้วยเช่นกัน
หลายคนที่จำหน้าฉันได้ ต่างก็ส่งเสียงทักทายและมีคำถามมากมาย

“เจ๊ กลับมาอีกแล้วเหรอ?”
“เจ๊ทำพาสปอร์ตเล่มใหม่ได้ทันทีเลยหรอ?”
“เจ๊ ต.ม มันไม่ถามอะไรเลยหรอ?”

และอีกหลายร้อยคำถาม เป็นการเรียนรู้ข้อมูล สภาพความเป็นอยู่และความโกลาหลวุ่นวายของคนแต่ละชาติ การกินการอยู่
เม้าส์มอยส์กันทั้งเรื่องสนุก เรื่องเศร้า ในคุกยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันเห็นแล้วรู้สึกดีต่อใจและประทับใจก็คือ
ผู้หญิงไทย 2 คน ที่เคยตีกันถึงขั้นเกือบฆ่ากันตายในสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง เหตุเพราะแย่งผู้ชายคนเดียวกัน โดยมือมีดใช้
คัตเตอร์กรีดหน้าอีกฝ่ายจนหน้าแหกเสียโฉมตั้งแต่เบ้าตายาวมาถึงมุมปาก เป็นเหตุให้ต้องถูกส่งโรงพยาบาลเย็บไปร้อยกว่าเข็ม

วันที่เกิดเรื่องฉันอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ต้องรีบแผ่นเอาตัวรอดออกจากผับนั้นอย่างโกลาหลวุ่นวาย เพราะตำรวจแห่
กันมาจับผู้ก่อเหตุ...แล้วมือมีดก็โดนจับภายในวันนั้น ส่วนผู้เคราะห์ร้ายหลังจากเย็บแผลแล้วก็กลับไปนอนพัก เพราะยังมีวีซ่าอยู่
ในบาห์เรนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ไม่กี่วันต่อมาผู้เสียหายก็ตัดสินใจมอบตัวตามมือมีดเข้าไปอยู่ในคุก คุณลองคิดดูซิว่าถ้าสองคนนี้เจอกันในคุกคงต้องตีกันตาย
ไปข้างเพราะความแค้นแน่ๆ แต่แล้วภาพที่ฉันวันนั้นคือทั้งคู่นั่งเล่นไพ่กันอย่างสนุกสนานเหมือนเป็นเพื่อนรัก เหตุเพราะผู้เสียหาย
ต้องการให้มือมีดรับผิดชอบทำศัลยกรรมให้เมื่อกลับถึงไทย

แล้วครั้งนั้นฉันนก็โชคดีอีกตามเคย เพราะติดคุกแค่ 10 วัน เจ้าหน้าที่เรียกชื่อฉันกับจอยส่งกลับเมืองไทย วันนั้นฉันกลับเข้าบ้าน
อย่างคนหมดเนื้อหมดตัว ความฝันที่ว่าอยากจะเรียนแต่งหน้า อยากจะปลูกบ้านหลังเล็กๆ ให้แม่สักหลังก็สลายหายไปในสายลม
เหลือแต่เงินติดมือมาแค่ไม่กี่ร้อยบาท

คราวนี้ทุกคนในบ้านรู้แล้วว่าฉันโดนจับกลับมา เพราะตั้งแต่วันนั้นฉันก็ไม่ได้กลับไปบาห์เรนอีกเลย
เพราะคงดันทุรังกลับไปไม่ได้อีกแล้ว
 
ชีวิตตอนนั้นกลับมามืดดับสนิทอีกครั้ง อารมณ์อยากฆ่าตัวตายวิ่งเข้ามาในสมองทันที แต่ก็นึกเสียดายชีวิต คิดว่าอย่างไรชีวิต
ก็ต้องดำเนินต่อไป และปลอบใจตัวเอง ว่าตอนนี้พระเจ้ากำลังทดสอบฉัน ตอนนั้นความหวังสุดท้ายที่พอเหลืออยู่ก็คือต้องติดต่อไป
หาเดฟเพื่อไปทวงสัญญาที่เคยบอกว่าจะช่วยฉันเรื่องเรียนแต่งหน้า แล้วเดฟก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้จริงๆ ฉันได้เรียนแต่งหน้ากับ
อาจารย์โสภาสอย่างที่วาดฝันไว้

ขณะเดียวกันจอยก็โทรศัพท์มาทวงเงินฉันทุกวัน แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะเอาเงินที่ไหนไปคืนเธอ เดฟก็ไม่ช่วยเรื่องหนี้สินที่ฉันต้องใช้คืนจอย
ซึ่งก็ถูกต้องแล้วเพราะเขาได้ช่วยเหลือฉันมากมายหลายเรื่องแล้ว ไหนจะค่าเรียนแต่งหน้า ค่าเช่าอพาร์ตเมนต์
และส่งให้กินใช้ในช่วงไปเรียนอีกวันละ 200 บาท

กระทั่งวันหนึ่งพี่สาวฉันอ่านหนังสือพิมพ์มติชนแล้วบอกว่าให้ชั้นเขียนเรื่องไปประกวดรางวัลชมนาดซิ ถ้าได้รางวัลที่ 1
จะได้เงินรางวัลถึง 5 หมื่น แต่ฉันก็ไม่ยอมเขียนเพราะไม่รู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี ที่สำคัญคือฉันไม่เคยเขียนหนังสือมาก่อน
และไม่ชอบอ่านหนังสือ พี่สาวพูดว่า “ก็เขียนเรื่องราวของแกนั่นแหละ ไปผจญภัยมาหลายประเทศนี่ น่าสนใจดีนะ” 

ฉันบอกว่าจะบ้ารึไง ชีวิตฉันมีแต่เรื่องติดคุกกับขายตัว ไม่มีใครสนใจอยากรู้หรอก พี่สาวก็ยังยืนยันอีกว่าไม่แน่หรอก
เรื่องของแกมันอาจจะสอนอะไรคนได้มากมายนะ โดยเฉพาะเส้นทางขายบริการไม่มีใครรู้ว่าความจริงว่ามันเป็นอย่างไร
เรื่องราวในคุกก็ไม่เคยมีใครเข้าไปรู้ไปเห็น มันน่าจะเป็นประโยชน์บ้าง แต่ฉันก็ไม่เอาด้วยอยู่ดีแหละ
เพราะอายและไม่อยากให้ใครรู้ว่าฉันเคยไปทำอะไรมาบ้าง

ตอนนั้นจอยยังคงโทรมาทวงเงินฉันทุกวันจนไม่อยากรับโทรศัพท์ แต่แล้วความกดดันก็ทำให้ฉันต้องลงมือเขียนมัน
ทั้งที่เหลือเวลาอีกแค่ 20 วันก็จะปิดรับต้นฉบับ ทุกๆ วันฉันจึงตั้งหน้าตั้งตาเขียนเรื่องราวชีวิตบัดซบด้วยปากกา
โดยตั้งกฎเกณฑ์ไว้ว่า ต้องเขียนให้ได้วันละ 6-7 แผ่น เอ 4 เพราะเงื่อนไขกำหนดมาว่าต้องเขียนทั้งหมด 120 แผ่น เอ 4

ในที่สุดฉันก็ทำเวลาจนได้ โดยเขียนไปร้องไห้ไป ตอกย้ำความเจ็บปวดจนครบ 120 แผ่น แล้วก็รีบส่งผลงานเข้าประกวด
โดยที่ไม่ได้ตั้งชื่อเรื่อง เพราะฉันไม่เคยรู้เรื่องงานเขียนมาก่อน ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ก็ได้แต่เขียนๆ
ส่งมันไปอย่างงั้นแหละ 

จากนั้นก็ตั้งตารอวันประกาศผลรางวัล ฉันหวังแค่ให้ได้รางวัลที่ 3 จะได้เงิน 2 หมื่นบาทไปใช้หนี้จอยแค่นี้ก็พอใจแล้ว 
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เลือกเก็บสิ่งดีๆเอาไว้ สิ่งที่ไม่ใช่ ก็ต้องปล่อยทิ้งมันไป
“ไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริโภค ที่จะรู้ว่าเขาต้องการอะไร คนทั่วไปไม่รู้หรอกว่าเขาต้องการอะไร จนกว่าเราจะทำให้เห็นเอง” : Steve Jobs
นั่นคือคำตอบของ Steve Jobs ต่อคำถามที่ว่า “Apple ทำ market research อย่างไร ถึงทำให้ iPad ประสบความสำเร็จ?”